<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2730761123358324267</id><updated>2011-04-22T03:20:30.640+07:00</updated><title type='text'>   พบหมอสารเนตร์</title><subtitle type='html'>ศาสตราจารย์นายแพทย์ สารเนตร์ ไวคกุล&lt;br&gt;
ผู้อำนวยการศูนย์เนื้อเยื่อกรุงเทพฯ&lt;br&gt;
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์&lt;br&gt;
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล&lt;br&gt;
มหาวิทยาลัยมหิดล &lt;br&gt;
&lt;a href="mailto:sisvk@mahidol.ac.th"&gt;sisvk@mahidol.ac.th&lt;/a&gt;</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://saranatra.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2730761123358324267/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://saranatra.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2730761123358324267.post-8479047408527019861</id><published>2008-11-02T15:38:00.010+07:00</published><updated>2008-11-07T11:46:40.156+07:00</updated><title type='text'>พบหมอสารเนตร์ (3)</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ3ZE7S76sI/AAAAAAAAA2c/k6Yf52ZHgEY/s1600-h/foundationpic.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 160px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ3ZE7S76sI/AAAAAAAAA2c/k6Yf52ZHgEY/s200/foundationpic.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5264102218125798082" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;strong&gt;ศาสตราจารย์นายแพทย์ สารเนตร์ ไวคกุล &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการศูนย์เนื้อเยื่อกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;br /&gt;นายกชมรมศัลยแพทย์ทางมือแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;e-mail address : &lt;a href="mailto:sisvk@mahidol.ac.th"&gt;sisvk@mahidol.ac.th&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;บทความที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคข้อ กระดูก&lt;br /&gt;นำมาเผยแพร่เพื่อเพื่อน ๆ ทุกคน ขอขอบคุณหมอ แทนเพื่อน ๆ ครับ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กระดูกอ่อนและการเสื่อมสภาพ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font color=blue&gt;สารเนตร์ ไวคกุล พ.บ.,วุฒิบัตรฯ ศัลยศาสาตร์ออรโธปิดิกส์, &lt;br /&gt;สมาชิกราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระดูกอ่อนที่บุข้อเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนาแน่น ที่มีพัฒนาการในระดับสูงมาก เซลกระดูกอ่อนสามารถสร้างสาร glycosaminoglycans และ collagen fiber type II ซึ่งเป็นสารระหว่างเซล ( matrix) ที่สำคัญ หน้าที่ที่สำคัญของกระดูกอ่อนได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt; ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สมบรูณ์โดยทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อ&lt;/li&gt; &lt;br /&gt;&lt;li&gt;ลดความเสียดทานในการเคลื่อนไหวโดยทำงานร่วมกับ&lt;br /&gt;ของเหลวในข้อ&lt;/li&gt; &lt;br /&gt;&lt;li&gt;ป้องกันการสึกหรอของกระดูกที่รองรับใต้กระดูกอ่อน &lt;br /&gt;(subchondral bone) ที่บริเวณข้อ และ &lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;ให้ความมั่นคงกับข้อโดยทำงานร่วมกับเอ็นบริเวณข้อ&lt;/ol&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของกระดูกอ่อนที่บุข้อคือเซลกระดูกอ่อน (chondrocyte) เซลกระดูกอ่อนนี้ทำหน้าที่สร้างสารระห่วางเซล และสารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซล (cytokines) ชนิดต่างๆด้วยกัน ได้แก่การสื่อสารระหว่างเซลกระดูกอ่อนกับเซลเยื่อบุข้อ (synovial membrane) เซลในกระแสเลือด เซลกระดูกที่อยู่บริเวณข้อ เซลในเอ็นบริเวณข้อและปลายเส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณข้อ โดยส่งสารเหล่านี้ออกมากับการไหลเวียนและการซึมผ่านของของเหลวในข้อ (synovial fluid) กับกระดูกอ่อน เนื่องจากเซลกระดูกอ่อนไม่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงโดยตรง เซลกระดูกอ่อนได้น้ำ เกลือแร่ สารต่างๆที่สำคัญ รวมทั้งสารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลและออกซิเจนผ่านขบวานการซึมเข้าและไหลออกของของเหลวในข้อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซลกระดูกอ่อนเป็นเซลที่มีการทำงานอย่างแข็งขันตลอดเวลา นอกจากมีองค์ประกอบของเซลเช่นเดียวกับเซลเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทั่วไปแล้ว ที่บริเวณผนังเซลกระดูกอ่อนมีส่วนของเซลที่ยื่นออกมา (tentacle) และแทรกเข้าไปในสารระหว่างเซล ทำหน้าที่รับรู้แรงกระทำที่มีต่อกระดูกอ่อนและการเปลี่ยนแปลงทางด้านชีวะกลศาสตร์ของสารระหว่างเซล แล้วเปลี่ยนมาเป็นสัญญานที่สื่อสารภายในเซลกระดูกอ่อน สํญญานสื่อสารระหว่างเซลกระดูกอ่อนด้วยกันเองและสัญญานสื่อสารกับเซลชนิดอื่นๆรวมทั้งปลายเส้นประสาทโดยใช้สารชีวะเคมี สารนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้เกิดความสมดุลตามธรรมชาติของกระดูกอ่อน ทำให้เกิดการสร้างเซลกระดูกอ่อนและการสร้างสารระหว่างเซลกระดูก กับการทำลายเซลกระดูกอ่อนและการทำลายสารระหว่างเซลกระดูก อย่างเหมาะอยู่ตลอดเวลา เซลกระดูกอ่อนในชั้นลึกพบมี endoplasmic reticulum ทั้งที่ มี ribosome เกาะอยู่ด้วย (rough endoplasmic reticulum) และชนิดที่ไม่มี ribosome มาเกาะ (smooth endoplasmic reticulum) รวมทั้งพบ mitochondria และ Golgi’s apparatus มากมายภายในเซล ซึ่งแสดงถึงการที่เซลมีอัตารการสังเคาะห็สารต่างๆสูงมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับขบวนการสร้างหรือการสังเคราะห์ของเซลกระดูกอ่อนนั้น พบว่าเซลกระดูกอ่อนในชั้นลึกมีลักษณะกลม มีการเคลื่อนไหวที่ผนังเซลตลอดเวลา (amoeboid movement) พบว่า nucleus ของเซลมีขนาดใหญ่ มีการสร้าง chromatin มากกว่าเซลปกติ ซึ่งแสดงว่าเซลอยู่ในระหว่างการสังเคราะห์สารต่างๆรวมทั้ง nuclear materials มากมาย ในชั้นนี้พบมีการแบ่งเซลเพิ่มจำนวนเซลกระดูกอ่อนขึ้นตลอดเวลา เซลกระดูกอ่อนใหม่ๆเหล่านี้สามารถสร้างสารระหว่างเซลที่มีคุณภาพดี เพื่อการทำงานอย่างปกติของกระดูกอ่อน ส่วนขบวนการทำลายกระดูกอ่อนเริ่มสังเกตได้ชัดเจนที่บริเวณชั้นกลางของกระดูกอ่อน พบว่าเซลกระดูกอ่อนไม่มีการแบ่งเซล ไม่มีการเพิ่มจำนวนเซลกระดูอ่อน ชั้นถนัดขึ้นมาทางผิวกระดูกอ่อนเซลกระดูกอ่อนแบนลง ไม่พบการเคลื่อนไหวที่ผนังเซล เซลทอดตัวขนานไปกับผิวหน้ากระดูก เริ่มพบมีการสร้างสารระหว่างเซลน้อยลดและสารเหล่านี้มีความสามารถในการจับกับโมเลกูลของน้ำได้น้อยลง ชั้นถัดขึ้นมาอีกเซลมี nucleus ขนาดเล็กลงและหนาแน่นขึ้น ชั้นถัดขึ้นมาอีก เซลแบนลงและ nucleus มีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป บาง nucleus มีรูปแบน บาง nucleus มีรูปรีหรือเป็นรูปดาว บาง nucleus แบ่งออกเป็นหลายส่วน (polymorphs) แสดงถึงความความเสื่อมของเซล ซึ่งมีสองระยะคือ ระยะเซลเริ่มชรา (pre-senescence) หมายถึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง (phenotype) แต่ยังกลับเป็นเซลปกติได้ถ้าได้รับการรักษาหรือการกระตุ้นที่เหมาะสม ต่อมาลักษณะ nucleus เสื่อมมากขึ้น รูปร่างผิดปกติได้หลายอย่างและย้อมติดสีของ chromatin จางลง เซลกระดูกอ่อนในระยะนี้อยู่ในช่วงชราภาพ (senescence) ไม่สามารถช่วยให้กลับมีสภาพและการทำงานได้ดังเดิม ชั้นถัดขึ้นมาเซลแบนราบ nucleus แสดงลักษณะการตายจากความชรา (apoptosis) ที่ชั้นผิวมีสารระหว่างเซลที่ทำหน้าที่เคลือบปกป้องกระดูกอ่อนที่อยู่ในชั้นลึกลงมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลมีความสัมพันธ์กับลักษณะของเซลกระดูกอ่อน ในระยะต่างๆ สารที่พบในกระดูกอ่อนในชั้นลึกส่วนใหญ่เป็นสารที่ช่วยในการเจริญเติบโต ส่วนสารที่อยู่ในชั้นกลางเป็นสารที่กระตุ้นให้กระดูกอ่อนสามารถรักษารูปทรงและการทำงานที่ดี โดยมีการจัดเรียงรูปใหม่ตามการกระตุ้นจากแรงกระทำผ่านข้อที่เกิดขึ้นในการใช้งานปกติ (remodeling) ส่วนกระดูกอ่อนในชั้นตื้นพบสารที่เกี่ยวข้องในการทำลายและการสลายตัวของกระดูกอ่อนเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลหรือ cytokines ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของกระดูกอ่อนได้แก่ cartilage derived growth factors (CDGFs), platelet derived growth factors (PDGFs), insulin derived growth factors (IGFs), transforming growth factor beta (TGFb) และ prostaglandins ที่สร้างจาก cyclo-oxygenase I ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เซลกระดูกอ่อนมีชีวิตตามปกติสามารถสร้างสารระหว่างเซล เซลกระดูกอ่อนสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลกระดูกอ่อน ซ่อมแซมการสึกหรอของกระดูอ่อน ยับยั้งการทำลายกระดูกอ่อนและกระดูกใต้กระดูกอ่อน ยั้บยั้งการอีกเสบและยับยั้งขบวนการกระตุ้นความปวดรวมทั้งกระตุ้นให้เยื่อบุภายในข้อให้สร้างสาร hyaluronic acids (HA)  และ lubricin แล้วส่งผ่านออกมาในข้อ ที่ทำให้ของเหลวของข้อสามารถทำหน้าที่หล่อลื่นข้อได้ดีและสามารถทำหน้าที่ส่งสารอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลกระดูกอ่อนได้ดี ส่วนสารที่สัมพันกับการทำลายกระดูกอ่อนที่สำคัญได้แก่ interleukin 1 beta, 6 และ 8 (IL1b, IL6, IL8), tumor necrosis factor alpha (TNFa) และ protaglindins ที่สร้างจาก cyclo-oxygenases II ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นเซลเยื่อบุภายในข้อและเซลกระดูกอ่อนให้สร้าง enzymes ที่สามารถสลายสารระหว่างเซลของกระดูกอ่อน ซึ่งได้แก่ cathepsins, proteinases และ metalloproteinase 13&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเจริญเติบโตและการสลายตัวตามปกติของกระดูกอ่อนเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานหรือ remodeling การสร้างได้สมดุลกับการทำลาย ไม่พบการอักเสบและไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกใต้กระดูกอ่อน ส่วนในภาวะข้อเสื่อม ขบวนการสร้างและการซ่อมแซมเกิดขึ้นน้อยกว่าการทำลาย ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญคือความชราของเซลกระดูกอ่อน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบภายในข้อที่มีส่วนสำคัญ ซึ่งทำให้ข้อเสื่อมได้เร็วขึ้นได้แก่ การที่ปลาย chromosome หดสั้นลงเร็วกว่าปกติพบในผู้ป่วยกลุ่ม  familial osteoarthritis ทำให้เซลกระดูกอ่อนมีอายุสั้นกว่าที่ควร การเปิดการทำงานของ toll-like receptor 4/4 ที่ผนังเซลของเม็ดเลือดขาวและการทำงานของ T cell lymphocytes ที่ผิดปกติทำลายกระดูกอ่อนโดยตรงคล้ายกับการเกิดโรค autoimmune ทำให้เกิดการทำลายกระดูกอ่อนที่รุนแรงและรวดเร็ว เยื่อบุภายในข้อหนาตัวขึ้นและสร้างสารที่กระตุ้นขบวนการทำลายกระดูกอ่อนและกระดูกใต้กระดูกอ่อนที่รุนแรงมีผลให้เกิดการอักเสบและความปวดที่ข้อ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการสลายตัวของ HA และ lubricin ทำให้ความหนืดของของเหลวในข้อลดลงและความสามารถในการหล่อลื่นของข้อก็ลดลงด้วย ซึ่งสรุปได้ตามแผนภูมิข้างล่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบนอกกระดูกอ่อนที่ทำให้เกิดข้อเสื่อมเร็วกว่าที่ควรได้แก่ การที่มีแรงกระทำผ่านข้อที่ผิดปกติจากนำหนักตัวที่มากเกินไป การใช้ข้ออย่างไม่เหมาะสม ความผิดรูปของข้อ การบาดเจ็บของข้อ โรคในระบบต่อมไร้ท่อ ความผิดปกติของระบบประสาทที่มาเลี้ยงข้อและความผิดปกติของกระดูกใต้กระดูกอ่อน เช่น ภาวะกระดูกขาดเลือดมาเลี้ยง (avascular necrosis) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาข้อเสื่อมมีแนวคิดให้การวินิจฉัยโรคข้อเสื่อมตั้งแต่แรกที่การสร้างเริ่มน้อยกว่าการทำลาย โดยใช้การตรวจ cartilage markers, high resolution MRI และ functional MRI แล้วให้การรักษาโดยมีจุดมุ่งหมายให้ร่างกายสามารถรักษาสภาพกระดูกอ่อนเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด หรือกลับเป็นกระดูกอ่อนปกติ การรักษามีทั้งการลดแรงกระทำผ่านข้อ การแก้ไขแรงกระทำที่ผิดปกติผ่านข้อ การยับยั้งการอักเสบที่ข้อให้มีน้อยและเกิดขึ้นสั้นที่สุด การเพิ่มความสามารถในการรับแรงกระทำผ่านข้อและรักษาความลื่นของกระดูกอ่อนและของเหลวภายในข้อ รวมทั้งการให้สารที่ช่วยลดความเครียดของเซลกระดูกอ่อน ช่วยให้เซลกระดูกอ่อนทำงานได้ดีขึ้นและมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น โดยสารนั้นไม่ยับยั้งการสร้างสารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลที่ช่วยการสังเคราะห์ของเซลกระดูกอ่อน เช่น&lt;br /&gt;c – from prostaglandins&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ1ZceFb6PI/AAAAAAAAA10/5waBS1GusfQ/s1600-h/saranatra_article.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 246px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ1ZceFb6PI/AAAAAAAAA10/5waBS1GusfQ/s400/saranatra_article.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5263961885113051378" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2730761123358324267-8479047408527019861?l=saranatra.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://saranatra.blogspot.com/feeds/8479047408527019861/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2730761123358324267&amp;postID=8479047408527019861' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2730761123358324267/posts/default/8479047408527019861'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2730761123358324267/posts/default/8479047408527019861'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://saranatra.blogspot.com/2008/11/3.html' title='พบหมอสารเนตร์ (3)'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ3ZE7S76sI/AAAAAAAAA2c/k6Yf52ZHgEY/s72-c/foundationpic.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2730761123358324267.post-5568408591764571768</id><published>2008-09-29T10:42:00.009+07:00</published><updated>2008-11-03T00:57:11.888+07:00</updated><title type='text'>พบหมอสารเนตร์ (2)</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ3WIyQ4UCI/AAAAAAAAA2U/z5Snb2OZBAc/s1600-h/frame1.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 145px; height: 117px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ3WIyQ4UCI/AAAAAAAAA2U/z5Snb2OZBAc/s200/frame1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5264098985885847586" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;strong&gt;ศาสตราจารย์นายแพทย์ สารเนตร์ ไวคกุล &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการศูนย์เนื้อเยื่อกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;br /&gt;นายกชมรมศัลยแพทย์ทางมือแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;e-mail address : &lt;a href="mailto:sisvk@mahidol.ac.th"&gt;sisvk@mahidol.ac.th&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;บทความที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคข้อ กระดูก&lt;br /&gt;นำมาเผยแพร่เพื่อเพื่อน ๆ ทุกคน ขอขอบคุณหมอ แทนเพื่อน ๆ ครับ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โรคข้อติดเชื้อโรคข้อติดเชื้อ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font color=blue&gt;สารเนตร์ ไวคกุล พ.บ.,ว.ว.ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์&lt;br /&gt;กรรมการมูลนิธิโรคข้อในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้ออักเสบติดเชื้อคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้ออักเสบติดเชื้อเป็นภาวะที่มีเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย แพร่มายังข้อและมีการเจริญเพิ่มจำนวนเชื้อจนร่างกายไม่สามารถทำลายเชื้อนั้นๆไปได้ ทำให้ข้อเกิดการอักเสบและข้อถูกทำลายในระยะต่อมา ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยนัก แต่การติดเชื้อมักทำให้ข้อถูกทำลายอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมักเกิดความพิการถาวรไม่มากก็น้อย การวินิจฉัยที่ทันท่วงทีและการรักษาที่ถูกต้องอาจสามารถลดความรุนแรงของการทำลายข้อได้บางส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เชื้อโรคที่ทำให้เกิดข้ออักเสบติดเชื้อมีชนิดไหนบ้าง?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้ออักเสบติดเชื้อที่พบเป็นส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อโรคสองกลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;กลุ่มที่ 1&lt;/strong&gt;  เกิดจาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง เชื้อโรคเข้าสู่ข้อได้สองทางได้แก่ทางกระแสเลือดและผ่านเข้าทางบาดแผลจากการบาดเจ็บและเป็นแผลเปิดที่ทะลุเข้าไปในข้อ ในระยะแรกผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงปละหนาวสั่น มีอาการปวด บวมแดงและร้อนที่ข้ออย่างรุนแรง ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อได้เนื่องจากอาการปวด และกล้ามเนื้อรอบข้อหดเกร็ง ภาพถ่ายรังสีระยะแรกมักไม่พบการทำลายกระดูกและข้อมักพบแต่เนื้อเยื่ออ่อนรอบข้อบวมมาก หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องการติดเชื้ออาจรุนแรงจนเกิดภาวการณ์ติดเชื้อในกระแสเลือดและในอวัยวะต่างไดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อในปอด ทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ แต่หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ในระยะแรกอาจรักษาการทำงานของข้อไว้ได้ดีในระดับหนึ่ง พบภาวะข้ออักเสบชนิดนี้ได้ในทุกข้อ รวมทั้งข้อกระดูกสันหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กลุ่มที่ 2&lt;/strong&gt;  เกิดจากการติดเชื้อวัณโรคเชื้อวัณโรคเข้าสู่ข้อผ่านทางกระแสเลือด พบในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับวัคซีน บีซีจี หรือวัคซีนป้องกันเชื้อวัณโรคมากก่อน การติดเชื้อดำเนินขึ้นช้าๆ ในระยะแรกผู้ป่วยมักมีแต่อาการปวดบริเวณข้อที่ติดเชื้อเมื่อข้อถูกทำลายมากขึ้นผู้ป่วยจึงมีอาการปวดรุนแรงขึ้น การเคลื่อนไหวของข้อถูกจำกัดลงทั้งจากความปวดและการที่ข้อถูกทำลาย ผู้ป่วยมักมีไข้ต่ำๆ อาจตรวจพบร่องรอยการติดเชื้อวัณโรคในปอดร่วม ในระยะแรกเชื้อวัณโรคมักแทรกตัวในเยื่อบุภายในข้อ ซึ่งหากได้รับการรักษาตั้งแต่ต้นที่ดี อาจรักษาการทำงานของข้อไว้ได้&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การดูแลรักษาโรคข้อติเชื้อมีอย่างไรบ้าง?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคข้อติดเชื้อเหมือการรักษาโรคติดเชื้อทั่วไป ได้แก่การรักษาตามอาการ ลดความปวด ให้สารน้ำและของเหลวเข้าหลอดเลือดดำให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล รวมทั้งอาจต้องให้เลือดในผู้ป่วยบางราย ให้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องให้การรักษาโดยการผ่าตัด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการวินิจฉัยอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ ผู้ที่มีอาการปวดบริเวณข้อรุนแรง การเคลื่อนไหวของข้อลดลงและตรวจพบว่าของเหลวในข้อมีบริมาณเพิ่มขึ้น ควรคำนึงถึงการอักเสบติดเชื้อในข้อด้วย ผู้ป่วยมักมีการติดเชื้อในอวัยวะหนึ่งอวัยวะใดอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแหล่งที่เชื้อโรคแพร่กระจายมายังข้อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรวจภาพถ่ายรังสีของข้อและควรตรวจเลือดเพื่อให้รู้ว่าผู้ป่วยมีสภาพร่างกายเป็นอย่างไร โดยส่งตรวจเลือดครบ ตรวจการทำงานของตับและไต และการแข็งตัวของเลือด การวินิจฉัยขั้นสุดท้ายว่าผู้ป่วยมีข้อติดเชื้อจริงหรือไม่ต้องอาศัยการเจาะข้อเพื่อนำของเหลวในข้อมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยตรวจหาเชื้อต้นเหตุและการตอบสนองของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ ตรวจหาโรคแทรกซ้อนและประเมินโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เดิม โรคหลายอย่างมีส่วนทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง ผู้ป่วยติดเชื้อได้ง่ายและมีอาการติดเชื้อรุนแรงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีโรคเดิม โรคเหล่านี้ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคตับและโรคไต โรคทุรโภชนาการ         &lt;br /&gt;ระหว่างรอผลการตรวจแพทย์ให้การรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาอาการปวด ให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะที่น่าจะเหมาะสมโดยพิจารณาจากประวัติและการตรวจร่างกาย อาจจัดข้อให้อยู่นิ่งด้วยการดามหรือการดึงให้อยู่กับที่ เมื่อหาเชื้อต้นต่อได้แล้วจึงเปลี่ยนยาปฏิชีวนะให้เหมาะสมกับเชื้อต้นเหตุ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การผ่าตัดรักษาจำเป็นในผู้ป่วยประเภทไหนบ้าง?&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;          &lt;br /&gt;ผู้ที่มีการติดเชื้อรุนแรงไม่ตอบสนองดีต่อการใช้ยาปฏิชีวนะและการเจาะระบายหนองออกอาจจำเป็นต้องให้การรักษาโดยการผ่าตัด วิธีการผ่าตัดรักษาขึ้นกับระยะของโรค ในระยะแรกอาจใช้วิธีการส่องกล้องผ่านการเจาะที่ผิวหนังและใช้เคื่องมือตัดเนื้อเยื่อสอดเข้าไปตัดเนื้อเยื่อติดเชื้อในข้อและหนองออก ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อรุนแรงเกิดเป็นเนื้อเยื่อตายและมีการทำลายกระดูกมากอาจต้องเปิดผ่าตัดเพื่อระบายหนองและนำเนื้อเยื่อที่ตายรวมทั้งกระดูกที่ตายออกให้หมด ในผู้ป่วยที่ข้อถูกทำลายมากแล้วอาจต้องผ่าตัดนำเนื้อตายออกและทำการเชื่อมข้อนั้นๆให้ติดแข็ง เพื่อให้การติดเชื้อหมดไป แต่ก็ทำให้ข้อนั้นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดังปกติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อกระดูกสันหลังเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ไหม?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อกระดูกสันหลังเกิดการอักเสบติดเชื้อได้เช่นกัน มักเกิดจากเชื้อวัณโรค พบในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคน้อยกว่าปกติ ได้แก่ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ มักพบในผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อวัณโรคเมื่อยังเป็นเด็ก การติดเชื้อเกิดขึ้นช้าๆผู้ป่วยมักมีอาการปวดแต่ไม่มากนัก ต่อมาเมื่อเกิดการทำลายกระดูกมากจนกระดูกสันหลังขาดความมั่นคง ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมากขึ้น ในบางรายหนองและเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อกดไขสันหลังและเส้นประสาททำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงและอาจเกิดเป็นอัมพาต กระดูกสันหลังมักโกงงอผิดรูปและอาจมีหนองเซาะออกมาที่ใต้ผิวหนัง นิยมให้การรักษาทั้งทางยาและการผ่าตัด ยกเว้นที่ผู้ป่วยเพิ่งเริ่มมีการติดเชื้อ โดยผู้ป่วยต้องได้รับยาต้านวัณโรคต่อหลังผ่าตัดเป็นเวลานานแรมปี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การติดเชื้อวัณโรคเกิดที่ข้ออื่นๆได้หรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พบการติดเชื้อวัณโรคที่ข้ออื่นๆได้เช่นกัน ทั้งที่ข้อในรยางค์บนและรยางค์ล่าง ข้อมีการทำลายอย่างช้าๆทำให้วินิจฉัยโรคได้ช้า โดยในระยะแรกอาจคล้ายกับข้ออักเสบชนิดไม่ติดเชื้อหรือข้อเสื่อม ให้การรักษาโดยใช้ยาต้านวัณโรคร่วมกับการผ่าตัด ผลการรักษาขึ้นกับระยะของโรค หากข้อไม่ถูกทำลายมากอาจรักษาการทำงานของข้อไว้ได้ระดับหนึ่ง &lt;br /&gt;------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font color=blue&gt;&lt;em&gt;เรียนเพื่อนสวนกุหลาบทุกคน &lt;br /&gt;ผมยังว่างอยู่ในตอนเช้า 7.00 - 9.00 ทุกวันศุกร์ &lt;br /&gt;หากมีเพื่อนคนไหนมีปัญหาสุขภาพด้านกระดูกและข้อ &lt;br /&gt;มาให้ผมตรวจรักษาได้ที่ห้องทำงานชั้น 14&lt;br /&gt;อาคารเฉลิมพระเกียรติ์ฯ โรงพยาบาลศิริราช &lt;br /&gt;สามารถโทรนัดล่วงหน้ากับเลขาของผม,&lt;br /&gt;คุณสายสุรีย์ ได้ที่หมายเลข 024194545&lt;br /&gt;ผมมีบทความการแพทย์สำหรับประชาชนทั่วไปลองส่งมาให้พิจารณาดู &lt;br /&gt;ยังมีอีกหลายบทความ ถ้าต้องการจะส่งมาให้อีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารเนตร์&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:sisvk@mahidol.ac.th"&gt;sisvk@mahidol.ac.th&lt;/a&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2730761123358324267-5568408591764571768?l=saranatra.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://saranatra.blogspot.com/feeds/5568408591764571768/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2730761123358324267&amp;postID=5568408591764571768' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2730761123358324267/posts/default/5568408591764571768'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2730761123358324267/posts/default/5568408591764571768'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://saranatra.blogspot.com/2008/11/2.html' title='พบหมอสารเนตร์ (2)'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ3WIyQ4UCI/AAAAAAAAA2U/z5Snb2OZBAc/s72-c/frame1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2730761123358324267.post-8018713191111789928</id><published>2007-10-28T20:15:00.002+07:00</published><updated>2008-11-03T00:56:21.719+07:00</updated><title type='text'>พบหมอสารเนตร์ (1)</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ0gghNhr4I/AAAAAAAAA1U/DDvpnRLNRbM/s1600-h/saranate2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5263899282508984194" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 100px; CURSOR: hand; HEIGHT: 135px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ0gghNhr4I/AAAAAAAAA1U/DDvpnRLNRbM/s200/saranate2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ขอแนะนำศาสตราจารย์อีกท่านของสวนกุหลาบรุ่น 84&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ศาสตราจารย์นายแพทย์ สารเนตร์ ไวคกุล &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการศูนย์เนื้อเยื่อกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์&lt;br /&gt;คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;br /&gt;นายกชมรมศัลยแพทย์ทางมือแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;e-mail address : &lt;a href="mailto:sisvk@mahidol.ac.th"&gt;sisvk@mahidol.ac.th&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;บทความที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคข้อ กระดูก&lt;br /&gt;นำมาเผยแพร่เพื่อเพื่อน ๆ ทุกคน ขอขอบคุณหมอ แทนเพื่อน ๆ ครับ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เตรียมตัวอย่างไรเมื่อจะไปพบแพทย์โรคข้อ&lt;br /&gt;ข้อแนะนำผู้ป่วยโรคข้อเมื่อจะไปพบแพทย์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font color=blue&gt;สารเนตร์ ไวคกุล พ.บ.,ว.ว.ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์&lt;br /&gt;กรรมการมูลนิธิโรคข้อในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ0iO9bKzSI/AAAAAAAAA1c/djNsdHMcMc4/s1600-h/saranatra2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5263901179868007714" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 250px; CURSOR: hand; HEIGHT: 178px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ0iO9bKzSI/AAAAAAAAA1c/djNsdHMcMc4/s320/saranatra2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยที่มีอาการข้อผิดปรกติมักมีปัญหาในใจว่าควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด บางท่านอาจเกิดความลังเลไม่แน่ใจว่าควรไปพบแพทย์หรือไม่ ไปพบแพทย์คนไหนดี ควรลองรับการรักษาด้วยยาสมุนไพร การนวดหรือซื้อยามารัประทานเองก่อนดี นอกจากนี้การไปพบแพทย์จะพูดคุยกับแพทย์อย่างไรดีถึงจะทำให้แพทย์ผู้นั้นเข้าใจในความไม่สบายของตนเองเพื่อผู้ป่วยเองจะได้รับการรักษาที่ดีและหายจากโรคข้อนั้นๆ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางท่านอาจตั้งใจและมีแนวทางที่ต้องการให้แพทย์ตรวจและรักษาตามแผนที่ตนเองคิดว่าเหมาะสม โดยมักได้รับการแนะนำจากเพื่อน คนรู้จักหรือญาติว่าเมื่อมีอาการอย่างหนึ่งควรได้รับการตรวจรักษาอย่างหนึ่ง แต่เมื่อพบแพทย์แล้วไม่ได้รับการตรวจรักษาตามที่ตั้งใจไว้อาจมีความรู้สึกไม่สบายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเป็นที่มาของบทความนี้ที่เสนอแนวทางการเตรียมตัวของผู้ป่วนโรคข้อหรือผู้ที่มีความผิดปรกติของข้อก่อนไปพบแพทย์เพื่อให้การตรวจวินิจฉัยเป็นไปได้ถูกต้องแม่นยำ ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดี เข้าใจในแนวทางการรักษาและมีความสบายใจทั้งผู้ป่วยเองและแพทย์ผู้ให้การรักษา เพื่อความสะดวกในการเตรียมตังจึงแบ่งผู้ป่วยโรคข้อออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;กลุ่มที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ การเคลื่อนไหวของข้อผิดปรกติหรือมีอาการไม่สบายที่บริเวณข้อชนิดเฉียบพลัน โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;กลุ่มที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ การเคลื่อนไหวของข้อผิดปรกติหรือมีอาการไม่สบายที่บริเวณข้อเป็นๆหายๆมานาน อาการอาจมีมากบ้างหรือน้อยบ้าง อาการทุเลาลงเมื่อได้รับการรักษา แต่ก็กลับมีอาการผิดปรกติอีก&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;กลุ่มที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ การเคลื่อนไหวของข้อผิดปรกติหรือมีอาการไม่สบายที่บริเวณข้อตลอดเวลา บางครั้งมีอาการมาก บางครั้งมีอาการน้อย แต่ส่วนใหญ่มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ &lt;/ol&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ การเคลื่อนไหวของข้อผิดปรกติหรือมีอาการไม่สบายที่บริเวณข้อชนิดเฉียบพลัน โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยควรลำดับเหตุการณ์ว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นสัมพันธ์กับกิจกรรมใดที่ผู้ป่วยไม่เคยทำหรือปฏิบัติมาก่อน เช่นทำงานที่ไม่เคยชิน ได้รับยาหรือสารใดบ้างหรือเกิดการบาดเจ็บที่อาจไม่รุนแรง การเปลี่ยนแปลงของระดับความปวดในระยะก่อนที่จะพบแพทย์ อาการมากขึ้นเมื่อใดและลดลงเมื่อใด อาการปวดสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวหรือเคยแพ้ยาอะไรมาก่อนหรือไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากผู้ป่วยพักการใช้ข้อนั้นๆและหรือรับประทานยาแก้ปวดสามัญเช่นยาพาราเซตามอลแล้วไม่ทุเลาควรรีบไปพบแพทย์ แล้วลำดับเหตุการณ์ให้แพทย์ทราบโดยลำดับ ผู้ป่วยควรเข้าใจว่าแพทย์ผู้นั้นเข้าใจและมีความรู้เรื่องโรคภัยดีและสามารถให้การรักษาได้ จึงควรมั่นใจในแนวทางการตรวจและรักษาของแพทย์ บ่อยครั้งที่พบว่าผู้ป่วยมีความวิตกกังวลมาก หรือได้รับคำแนะนำที่อาจไม่ถูกต้องครบถ้วนจากญาติสนิทหรือมิตรสหาย ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าป่วยเป็นโรคข้อชนิดรุนแรงที่อาจทำให้เกิดความพิการถาวรได้ และคิดว่าแพทย์ควรตรวจพิเศษต่างๆให้ครบ เช่นการส่งผู้ป่วยตรวจทางรังสีวิทยา การเจาะข้อเพื่อนำของเหลวในข้อออกมาตรวจและการตรวจเลือด จริงอยู่ที่การตรวจเหล่านั้นอาจมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางราย แต่ไม่ใช่จำเป็นในผู้ป่วยทุกราย ข้อบ่งชี้ขึ้นกับประวัติการเจ็บปวดของผู้ป่วยและการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้ให้การรักษา หากผู้ป่วยตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าแพทย์น่าจะต้องตรวจพิเศษหรือให้การรักษาพิเศษใดควรปรึกษาและทำความเข้าใจกับแพทย์โดยอย่ายึดมั่นว่าตัวเราเข้าใจถูกต้อง เนื่องจากอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันและเกิดความไม่สบายใจทั้งผู้ป่วยและแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อแพทย์ให้การรักษาเบื้องต้นและนัดมารับการตรวจหรือรักษาในระยะต่อมา ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ตามนัด ระหว่างนั้นควรรับประทานยา หลีกเลี่ยงการใช้ข้อที่ผิดปรกติตามคำแนะนำของแพทย์และบริหารร่างกายและข้อให้ถูกต้อง สังเกตการณ์เปลี่ยนของอาการเจ็บป่วยว่าดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร ผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติที่สงสัยว่าอาจสัมพันธ์กับการใช้ยาที่แพทย์ให้มาหรือไม่ ควรจดบันทึกแล้วหยุดยาพร้อมกับไปพบแพทย์โดยเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ การเคลื่อนไหวของข้อผิดปรกติหรือมีอาการไม่สบายที่บริเวณข้อเป็นๆหายๆมานาน อาการอาจมีมากบ้างหรือน้อยบ้าง อาการทุเลาลงเมื่อได้รับการรักษา แต่ก็กลับมีอาการผิดปรกติอีก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยควรลำดับเหตุการณ์ใหม่ให้ชัดเจนว่า ผู้ป่วยรับประทานยา ลดการใช้ข้อที่มีปัญหา และบริหารร่างกายและข้อนั้นๆตามแพทย์แนะนำหรือไม่ อาการที่เกิดขึ้นนั้นสัมพันธ์กับกิจกรรมใหม่ใดๆที่ผู้ป่วยมีขึ้นหรือไม่ มีสิ่งใดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากและมีสิ่งใดที่กลับทำให้ผู้ป่วยทุเลาลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาและการใช้ข้อนั้นๆ ผู้ป่วยมีอาการอื่นๆที่ไม่เคยมีขึ้นมาแต่ก่อนหรือไม่ ทั้งอาการของข้อและอาการผิดปรกติในอวัยวะและระบบอื่นๆ ผู้ป่วยควรกลับไปพบแพทย์คนเดิมและลำดับเหตุการณ์ต่างๆให้แพทย์ทราบใหม่โดยละเอียด ควรซักถามปัญหาข้องใจทั้งหลายกับแพทย์ผู้ให้การรักษา รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติตัว โรคข้อหลายชนิดแพทย์อาจไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ชัดเจนในการตรวจเพียงสองหรือสามครั้ง อาจต้องให้การรักษาและเฝ้าดูอาการของผู้ป่วยไประยะหนึ่ง ระหว่างนั้นควรรับประทานยาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์           &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ การเคลื่อนไหวของข้อผิดปรกติหรือมีอาการไม่สบายที่บริเวณข้อตลอดเวลา บางครั้งมีอาการมาก บางครั้งมีอาการน้อย แต่ส่วนใหญ่มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคข้อที่รุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคหรือการรักษา ผู้ป่วยควรลำดับเหตุการณ์ใหม่ให้ชัดเจนว่า ผู้ป่วยรับประทานยา ลดการใช้ข้อที่มีปัญหาและบริหารร่างกายและข้อนั้นๆตามแพทย์แนะนำหรือไม่ อาการที่เกิดรุนแรงขึ้นนั้นสัมพันธ์กับกิจกรรมใหม่ใดๆที่ผู้ป่วยมีขึ้นหรือไม่ มีสิ่งใดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากและมีสิ่งใดที่กลับทำให้ผู้ป่วยทุเลาลง ผู้ป่วยควรจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของอาการให้ชัดเจนและนำไปแจ้งแก่แพทย์ผู้ให้การรักษา แพทย์ผู้ให้การรักษาอาจปรับการรักษาใหม่ ตรวจร่างกายและตรวจพิเศษเพิ่มเติม ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจต้องรับตัวเข้าไว้ตรวจและรักษาในโรงพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ0tQIUKumI/AAAAAAAAA1k/NidIvhhdj0Q/s1600-h/image-guided-surgery-monitor.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ0tQIUKumI/AAAAAAAAA1k/NidIvhhdj0Q/s320/image-guided-surgery-monitor.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5263913294599207522" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;font color=blue&gt;Dear Suankularb 84 friends, &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;After my dear friend, Dr. Chaowarit has passed away, I feel that we have rather short time left. So, I would like to do something that I love to. I would like to serve all friends and our teachers in my specialty, Orthopaedic Surgery. Any one who have the problems in the musculoskeletal system please contact me via my e- mail or you can contact my secretary, Mrs. Saisuree. 024197000-4545. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Furthermore, every Friday morning between 8.00 to 9.00 a.m., except I am not in Bangkok, I will be free to take care of all Suankularb 84 friends and our teacher at OPD clinic, room 118 Siriraj Hospital. I will set for a special Q-up only for our friends and do not worry about doing registration, I will provide you all paper work. Please inform all friends and our belove teachers. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Saranatra Waikakul &lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:sisvk@mahidol.ac.th"&gt;sisvk@mahidol.ac.th&lt;/a&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2730761123358324267-8018713191111789928?l=saranatra.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://saranatra.blogspot.com/feeds/8018713191111789928/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2730761123358324267&amp;postID=8018713191111789928' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2730761123358324267/posts/default/8018713191111789928'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2730761123358324267/posts/default/8018713191111789928'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://saranatra.blogspot.com/2008/11/1.html' title='พบหมอสารเนตร์ (1)'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SQ0gghNhr4I/AAAAAAAAA1U/DDvpnRLNRbM/s72-c/saranate2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
